วิธีใช้ Divi 5 สำหรับมือใหม่ เริ่มสร้างเว็บไซต์ WordPress ตั้งแต่ 0
หากคุณกำลังมองหาวิธีใช้ Divi 5 เพื่อสร้างเว็บไซต์ WordPress แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน บทความนี้จะพาคุณเรียนรู้ตั้งแต่ขั้นตอนพื้นฐาน ตั้งแต่การเตรียม WordPress การติดตั้ง Divi การเปิด Visual Builder การเพิ่ม Module การจัด Layout ไปจนถึงการปรับแต่งเว็บไซต์ให้พร้อมใช้งานจริง
สำหรับผู้ที่กำลังค้นหาความรู้เกี่ยวกับ Divi Thai บทความนี้เหมาะสำหรับทั้งมือใหม่ เจ้าของธุรกิจ นักการตลาด นักออกแบบเว็บไซต์ และผู้ที่ต้องการเริ่มสร้างเว็บไซต์ด้วย Divi 5 โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดตั้งแต่ต้น
หากต้องการเรียนรู้เรื่อง Divi และ WordPress ในภาษาไทยเพิ่มเติม สามารถดูเนื้อหาอื่น ๆ ได้ที่ DiviThai.com ซึ่งรวบรวมความรู้เกี่ยวกับ Divi Theme, WordPress, Visual Builder, Theme Builder, SEO และการสร้างเว็บไซต์ไว้ในที่เดียว
Divi 5 คืออะไร?
Divi 5 คือเวอร์ชันใหม่ของ Divi ซึ่งได้รับการพัฒนาโครงสร้างภายในครั้งใหญ่ เพื่อให้การสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress มีประสิทธิภาพและรองรับการพัฒนาในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
จุดเด่นของ Divi 5 คือการทำงานของ Visual Builder ที่ได้รับการปรับปรุง รวมถึงระบบ Layout และเครื่องมือสำหรับออกแบบเว็บไซต์ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
หากคุณยังไม่แน่ใจว่า Divi 5 แตกต่างจาก Divi 4 อย่างไร แนะนำให้อ่านบทความ Divi 4 ต่างจาก Divi 5 อย่างไร? เพื่อทำความเข้าใจความแตกต่างก่อนเริ่มใช้งาน
ก่อนเริ่มใช้ Divi 5 ต้องเตรียมอะไรบ้าง?
ก่อนเริ่มสร้างเว็บไซต์ด้วย Divi 5 ควรเตรียมสิ่งสำคัญให้พร้อมก่อน โดยเฉพาะ WordPress และ Hosting เพราะประสิทธิภาพของเว็บไซต์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Theme เพียงอย่างเดียว
- โดเมนสำหรับเว็บไซต์
- Hosting ที่รองรับ WordPress
- ติดตั้ง WordPress เรียบร้อยแล้ว
- Divi Theme
- ข้อมูลเว็บไซต์ เช่น โลโก้ สี Brand และข้อมูลธุรกิจ
- โครงสร้างหน้าเว็บไซต์ที่ต้องการสร้าง
- รูปภาพและเนื้อหาสำหรับเว็บไซต์
สำหรับเว็บไซต์ธุรกิจ ควรวางโครงสร้างก่อนเริ่มออกแบบ เช่น หน้าแรก, เกี่ยวกับเรา, บริการ, ผลงาน, บทความ และหน้าติดต่อเรา วิธีนี้จะช่วยลดปัญหาการสร้างหน้าเว็บไปเรื่อย ๆ แล้วต้องกลับมาแก้โครงสร้างภายหลัง
ขั้นตอนที่ 1 ติดตั้ง Divi 5 บน WordPress
หลังจากติดตั้ง WordPress แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการติดตั้ง Divi Theme เข้าไปในเว็บไซต์
โดยทั่วไปขั้นตอนการติดตั้ง Theme บน WordPress จะอยู่ที่เมนู Appearance > Themes จากนั้นเพิ่ม Theme และติดตั้งไฟล์ Divi ที่ได้รับจากการซื้อ License
หลังจากติดตั้ง Theme แล้ว ให้เปิดใช้งาน Divi และตรวจสอบการเชื่อมต่อ License ให้เรียบร้อย เพื่อให้สามารถใช้งานฟีเจอร์และการอัปเดตต่าง ๆ ได้
หากคุณเพิ่งเริ่มต้นและต้องการเรียนรู้ Divi แบบเป็นระบบ สามารถติดตาม บทความ Divi และ WordPress จาก DiviThai เพื่อเรียนรู้ฟีเจอร์ต่าง ๆ เพิ่มเติมได้
ขั้นตอนที่ 2 สร้างหน้าใหม่ใน WordPress
หลังจากติดตั้ง Divi แล้ว ให้ไปที่เมนู Pages > Add New เพื่อสร้างหน้าใหม่
ตัวอย่างเช่น หากต้องการสร้างหน้าแรกของบริษัท สามารถตั้งชื่อหน้าเป็น Home หรือ หน้าแรก จากนั้นเข้าสู่ระบบ Visual Builder ของ Divi 5
จุดเด่นของ Divi คือผู้ใช้งานสามารถออกแบบหน้าเว็บผ่าน Visual Builder และเห็นผลลัพธ์ของการแก้ไขได้ทันที ทำให้มือใหม่สามารถเรียนรู้จากการทดลองปรับแต่งองค์ประกอบต่าง ๆ ได้ค่อนข้างง่าย
ขั้นตอนที่ 3 เปิด Visual Builder ของ Divi 5
Visual Builder คือหัวใจสำคัญของการใช้งาน Divi เพราะเป็นพื้นที่ที่ใช้สร้างและออกแบบหน้าเว็บไซต์
เมื่อเปิด Visual Builder คุณจะสามารถเพิ่มองค์ประกอบต่าง ๆ ลงในหน้าเว็บ เช่น Text, Image, Button, Heading, Video, Gallery และ Module อื่น ๆ
แนวคิดสำคัญที่ควรจำคือ Divi จะทำงานโดยแบ่งหน้าเว็บไซต์ออกเป็นโครงสร้างต่าง ๆ เช่น Section, Row และ Module
Section, Row และ Module คืออะไร?
มือใหม่ที่เริ่มใช้ Divi 5 มักสับสนกับคำว่า Section, Row และ Module แต่จริง ๆ แล้วโครงสร้างนี้เข้าใจได้ไม่ยาก
Section
Section คือพื้นที่หลักของหน้าเว็บ เปรียบเสมือนกรอบใหญ่ที่ใช้แบ่งเนื้อหาแต่ละส่วนของเว็บไซต์
ตัวอย่างเช่น หน้าแรกอาจมี Hero Section, About Section, Services Section, Portfolio Section และ Contact Section
Row
Row ใช้สำหรับกำหนดโครงสร้างคอลัมน์ภายใน Section เช่น 1 คอลัมน์, 2 คอลัมน์, 3 คอลัมน์ หรือ Layout รูปแบบอื่น ๆ
Module
Module คือองค์ประกอบจริงที่แสดงอยู่บนหน้าเว็บ เช่น ข้อความ รูปภาพ ปุ่ม Heading หรือ Gallery
เมื่อเข้าใจ 3 ส่วนนี้แล้ว การใช้งาน Divi 5 จะง่ายขึ้นมาก เพราะคุณจะเริ่มมองหน้าเว็บเป็นโครงสร้างแทนที่จะมองเป็นองค์ประกอบจำนวนมากที่กระจัดกระจายอยู่บนหน้าจอ
ขั้นตอนที่ 4 เพิ่ม Module ใน Divi 5
หลังจากสร้าง Section และ Row แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือเพิ่ม Module
ลองเริ่มจาก Module พื้นฐาน เช่น Text Module เพื่อใส่ข้อความ จากนั้นเพิ่ม Image Module สำหรับรูปภาพ และ Button Module สำหรับปุ่ม Call to Action
ตัวอย่างโครงสร้างหน้าเว็บไซต์บริการอาจเป็นดังนี้
- Section: บริการของเรา
- Row: 3 Columns
- Module: Image
- Module: Heading
- Module: Text
- Module: Button
เมื่อทำซ้ำโครงสร้างนี้ คุณสามารถสร้างหน้า Services ที่มีบริการหลายรายการได้อย่างรวดเร็ว
ขั้นตอนที่ 5 ปรับแต่ง Design ของเว็บไซต์
หลังจากวางเนื้อหาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการปรับแต่ง Design โดย Divi 5 สามารถกำหนดค่าต่าง ๆ ได้หลายส่วน เช่น สี ฟอนต์ ขนาดตัวอักษร ระยะห่าง Padding, Margin, Border และ Background
คำแนะนำสำหรับมือใหม่คือ อย่าเพิ่งใส่เอฟเฟกต์เยอะเกินไป ให้เริ่มจากการกำหนด Brand Color และ Typography ให้เรียบร้อยก่อน
เว็บไซต์ที่ดีไม่จำเป็นต้องมี Animation ทุกจุด ความสวยควรมาคู่กับความเร็วและการใช้งานที่ง่าย เพราะสุดท้ายคนเข้ามาเว็บไซต์เพื่อหาข้อมูล ไม่ได้เข้ามาดูพลุ 😄
ขั้นตอนที่ 6 ใช้ Global Design และ Presets
หากคุณต้องสร้างเว็บไซต์หลายหน้า การตั้งค่าดีไซน์ให้เหมือนกันทุกหน้าถือเป็นเรื่องสำคัญ
ระบบ Presets และแนวคิดเรื่อง Design System ช่วยให้คุณสามารถกำหนดรูปแบบขององค์ประกอบต่าง ๆ แล้วนำไปใช้ซ้ำได้
ตัวอย่างเช่น คุณอาจกำหนด Button Style สำหรับปุ่มหลักของเว็บไซต์เอาไว้หนึ่งรูปแบบ แล้วนำไปใช้กับหน้า Home, Services, About และ Contact
ข้อดีคือเมื่อมีการปรับ Brand Design ในอนาคต คุณไม่จำเป็นต้องไล่แก้ทุก Module ทีละตัว
ขั้นตอนที่ 7 ทำเว็บไซต์ให้รองรับมือถือ
หนึ่งในขั้นตอนที่ห้ามมองข้ามเมื่อใช้ Divi 5 คือ Responsive Design
เว็บไซต์ที่ดูดีบน Desktop ไม่ได้หมายความว่าจะดูดีบน Smartphone เสมอไป ดังนั้นหลังจากออกแบบแต่ละ Section เสร็จ ควรตรวจสอบการแสดงผลบน Desktop, Tablet และ Mobile ทุกครั้ง
สิ่งที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
- ขนาด Heading
- ขนาดตัวอักษร
- ระยะห่างระหว่างองค์ประกอบ
- จำนวนคอลัมน์
- ขนาดรูปภาพ
- ตำแหน่งปุ่ม
- ความกว้างของ Container
- การเรียงลำดับเนื้อหาบนมือถือ
เว็บไซต์ที่ Responsive ดีจะช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น และยังเป็นพื้นฐานสำคัญของเว็บไซต์ที่ต้องการทำ SEO ในระยะยาว
ขั้นตอนที่ 8 สร้าง Header และ Footer ด้วย Divi
เว็บไซต์ที่มีหลายหน้าควรสร้าง Header และ Footer ให้เป็นระบบ เพื่อให้สามารถใช้งานรูปแบบเดียวกันทั่วทั้งเว็บไซต์
Divi มีระบบ Theme Builder สำหรับจัดการ Template ของเว็บไซต์ ทำให้คุณสามารถออกแบบ Header, Footer และ Template สำหรับส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้
สำหรับเว็บไซต์ธุรกิจ Header ควรมีองค์ประกอบสำคัญ เช่น Logo, Navigation Menu และปุ่ม Call to Action ส่วน Footer อาจประกอบด้วยข้อมูลบริษัท ลิงก์บริการ ช่องทางติดต่อ และ Social Media
ขั้นตอนที่ 9 สร้างหน้าเว็บไซต์ด้วย Divi 5 ให้เหมาะกับ SEO
การใช้ Divi 5 ไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์จะติด Google โดยอัตโนมัติ เพราะ SEO ต้องทำร่วมกับโครงสร้างเว็บไซต์ เนื้อหา และปัจจัยทางเทคนิคอื่น ๆ
สิ่งที่ควรทำตั้งแต่เริ่มสร้างเว็บไซต์ ได้แก่
- ใช้ Heading อย่างเป็นลำดับ
- เขียนเนื้อหาที่ตอบ Search Intent
- กำหนด Title และ Meta Description
- ปรับแต่ง URL ให้เข้าใจง่าย
- ใส่ Alt Text ให้รูปภาพ
- สร้าง Internal Link ระหว่างบทความ
- ทำเว็บไซต์ให้รองรับ Mobile
- ปรับปรุงความเร็วเว็บไซต์
- สร้างเนื้อหาที่มีประโยชน์จริง
สำหรับคนที่ต้องการเรียนรู้เรื่อง Divi และ SEO เพิ่มเติม แนะนำให้ติดตาม บทความเกี่ยวกับ Divi, WordPress, SEO และ AEO บน DiviThai
ขั้นตอนที่ 10 ใช้ Divi 5 สร้าง Landing Page
Divi 5 สามารถนำมาใช้สร้าง Landing Page สำหรับธุรกิจได้ โดยโครงสร้างที่ดีควรเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายของหน้าเว็บก่อน
ตัวอย่างโครงสร้าง Landing Page สำหรับบริการหนึ่งรายการ ได้แก่
- Hero Section
- ปัญหาของลูกค้า
- แนะนำบริการ
- จุดเด่นของบริการ
- ขั้นตอนการทำงาน
- ผลงานหรือ Case Study
- รีวิวลูกค้า
- คำถามที่พบบ่อย
- Call to Action
- ข้อมูลติดต่อ
อย่าเริ่มจากคำถามว่า “จะใส่ Module อะไรดี?” แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า “คนเข้าหน้านี้แล้วเราต้องการให้เขาทำอะไร?” เพราะ Conversion สำคัญกว่าความอลังการของ Animation
Divi 5 ใช้ร่วมกับ WooCommerce ได้หรือไม่?
ได้ Divi สามารถนำมาใช้สร้างเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ร่วมกับ WooCommerce ได้ โดยสามารถออกแบบส่วนต่าง ๆ ของร้านค้าให้สอดคล้องกับ Brand ของธุรกิจ
หากคุณต้องการสร้างเว็บไซต์ขายสินค้า ควรวางโครงสร้างให้ครอบคลุมทั้งหน้ารายการสินค้า หน้ารายละเอียดสินค้า Cart และ Checkout รวมถึงระบบค้นหาและ Navigation
Divi 5 เหมาะกับมือใหม่หรือไม่?
Divi 5 เหมาะกับมือใหม่ที่ต้องการเรียนรู้การสร้างเว็บไซต์ WordPress แบบ Visual Builder เพราะสามารถออกแบบหน้าเว็บผ่านอินเทอร์เฟซที่เห็นผลลัพธ์ได้โดยตรง
อย่างไรก็ตาม หากต้องการใช้งาน Divi 5 ในระดับมืออาชีพ ควรเรียนรู้มากกว่าการลาก Module เช่น HTML, CSS, Responsive Design, UX/UI, SEO และโครงสร้างเว็บไซต์
เมื่อมีพื้นฐานเหล่านี้แล้ว Divi จะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากขึ้น เพราะคุณจะไม่ได้เพียง “ใช้ Divi เป็น” แต่จะสามารถออกแบบเว็บไซต์อย่างมีระบบ
Divi 5 กับ Divi 4 ควรเลือกอะไร?
หากกำลังเริ่มสร้างเว็บไซต์ใหม่ ควรศึกษาความแตกต่างระหว่าง Divi 4 และ Divi 5 ก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างภายใน Performance และความเข้ากันได้กับ Plugin หรือ Module ที่เว็บไซต์ต้องใช้งาน
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Divi 4 ต่างจาก Divi 5 อย่างไร?
Divi 5 กับ Elementor ต่างกันอย่างไร?
หากคุณกำลังเลือกระหว่าง Divi และ Elementor ควรพิจารณาจาก Workflow และรูปแบบเว็บไซต์ที่ต้องการสร้าง เพราะทั้งสองเป็น Page Builder ที่มีแนวทางการใช้งานแตกต่างกัน
สามารถอ่านบทความเปรียบเทียบแบบละเอียดได้ที่ Divi กับ Elementor เลือกอะไรดี?
Divi 5 กับ Bricks ต่างกันอย่างไร?
สำหรับนักพัฒนาเว็บไซต์ที่กำลังพิจารณา Divi กับ Bricks ก็สามารถอ่านบทความ Divi กับ Bricks เลือกตัวไหนดี? เพื่อเปรียบเทียบแนวทางการใช้งาน จุดเด่น และกลุ่มผู้ใช้งานของแต่ละเครื่องมือ
ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักเจอเมื่อใช้ Divi 5
การเรียนรู้ Divi 5 ไม่ได้ยาก แต่มีข้อผิดพลาดบางอย่างที่มือใหม่มักทำซ้ำ ๆ
1. ออกแบบก่อนวางโครงสร้าง
การเปิด Visual Builder แล้วลาก Module ไปเรื่อย ๆ โดยไม่มี Sitemap หรือ Wireframe อาจทำให้เว็บไซต์มีโครงสร้างยุ่งเหยิง
2. ใช้ Font และสีมากเกินไป
ควรกำหนด Typography และ Brand Color ให้ชัดเจนก่อนเริ่มออกแบบ เพื่อให้เว็บไซต์มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน
3. ไม่ตรวจสอบ Mobile
เว็บไซต์จำนวนมากดูดีบน Desktop แต่พังบนมือถือ ดังนั้นต้องตรวจ Responsive ทุกครั้ง
4. ใส่ Animation เยอะเกินไป
Animation ควรใช้เพื่อสนับสนุน UX ไม่ใช่ใช้ทุกจุดเพียงเพราะทำได้
5. ไม่วางแผน SEO ตั้งแต่แรก
SEO ไม่ควรถูกนำมาแก้ทีหลังเมื่อเว็บไซต์สร้างเสร็จ เพราะโครงสร้าง URL, Heading, Internal Link และ Content Architecture ควรวางแผนตั้งแต่เริ่มต้น
วิธีเรียน Divi 5 ให้เร็วขึ้น
ถ้าต้องการเรียน Divi 5 ให้เร็ว อย่าพยายามจำทุก Module ตั้งแต่วันแรก ให้เริ่มจาก Module ที่ใช้บ่อยที่สุดก่อน
- เรียนรู้ Section, Row และ Module
- ฝึกสร้างหน้า Home
- ฝึกสร้างหน้า Services
- ฝึกสร้างหน้า About
- ฝึกสร้าง Contact Page
- ฝึกสร้าง Header และ Footer
- ฝึก Responsive Design
- เรียนรู้ Theme Builder
- เรียนรู้ Presets และระบบ Design
- เริ่มเรียน CSS และ SEO เพิ่มเติม
หากต้องการเรียนรู้เนื้อหาอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง สามารถเข้าไปที่ DiviThai Blog ซึ่งมีบทความเกี่ยวกับ Divi และ WordPress ให้ติดตามเพิ่มเติม
Divi Thai คืออะไร?
Divi Thai คือแนวทางการเรียนรู้และใช้งาน Divi สำหรับผู้ใช้งานภาษาไทย โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การเริ่มต้นใช้งาน Divi Theme ไปจนถึงการสร้างเว็บไซต์ WordPress ระดับมืออาชีพ
สำหรับผู้ที่ค้นหาคำว่า Divi Thai บน Google จุดสำคัญไม่ใช่เพียงการหา Theme แต่คือการหาแหล่งความรู้ที่สามารถช่วยให้ใช้งาน Divi ได้จริง ตั้งแต่การออกแบบเว็บไซต์ การปรับแต่ง Responsive การสร้าง Theme Builder ไปจนถึง SEO และการพัฒนาเว็บไซต์
ดังนั้น DiviThai.com จึงสามารถใช้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษา Divi เป็นภาษาไทย ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นจนถึงระดับที่สามารถนำไปสร้างเว็บไซต์จริงให้ลูกค้าได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีใช้ Divi 5
Divi 5 ใช้งานยากไหม?
สำหรับมือใหม่ Divi 5 สามารถเริ่มต้นได้ไม่ยาก โดยควรทำความเข้าใจ Section, Row และ Module ก่อน จากนั้นจึงค่อยเรียนรู้ระบบ Theme Builder, Responsive และ Design System
ต้องเขียน Code เพื่อใช้ Divi 5 หรือไม่?
ไม่จำเป็นสำหรับการสร้างเว็บไซต์พื้นฐาน แต่การมีความรู้ HTML และ CSS จะช่วยให้สามารถปรับแต่งเว็บไซต์ได้ละเอียดขึ้น และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการทำงานด้าน Web Design อย่างจริงจัง
Divi 5 เหมาะกับการทำเว็บไซต์ธุรกิจหรือไม่?
เหมาะ เพราะสามารถนำไปสร้างเว็บไซต์บริษัท เว็บไซต์บริการ Landing Page Portfolio และเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ได้ โดยควรวางโครงสร้างเว็บไซต์และ Content Strategy ให้เหมาะกับธุรกิจตั้งแต่ต้น
Divi 5 เหมาะกับการทำ SEO หรือไม่?
Divi 5 สามารถใช้สร้างเว็บไซต์ที่รองรับ SEO ได้ แต่ผลลัพธ์ด้าน SEO ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Theme เพียงอย่างเดียว ต้องทำงานร่วมกับ Content, Technical SEO, Performance, Internal Link, Mobile UX และปัจจัยอื่น ๆ
ควรเริ่มเรียน Divi 5 จากตรงไหน?
แนะนำให้เริ่มจากพื้นฐาน Visual Builder ก่อน จากนั้นเรียนรู้ Layout, Responsive Design, Theme Builder, Presets, SEO และการปรับแต่ง CSS ตามลำดับ
สรุปวิธีใช้ Divi 5
วิธีใช้ Divi 5 ให้ได้ผล ไม่ใช่แค่เรียนรู้ว่าปุ่มแต่ละปุ่มทำอะไร แต่ควรเข้าใจหลักการสร้างเว็บไซต์ตั้งแต่โครงสร้าง Layout ไปจนถึง UX, Responsive Design และ SEO
เริ่มจาก Section, Row และ Module ให้คล่อง จากนั้นค่อยพัฒนาไปสู่ Theme Builder, Presets, Responsive Design และการปรับแต่งเว็บไซต์ขั้นสูง เมื่อเข้าใจพื้นฐานเหล่านี้แล้ว คุณจะสามารถสร้างเว็บไซต์ WordPress ได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น
สำหรับผู้ที่กำลังค้นหา Divi Thai และต้องการเรียนรู้ Divi เป็นภาษาไทย สามารถติดตามบทความ คู่มือ และความรู้เกี่ยวกับ Divi ได้ที่ DiviThai.com
และหากต้องการอ่านบทความใหม่เกี่ยวกับ Divi 5, WordPress, SEO, AEO และ AI สามารถติดตามได้ที่ DiviThai Blog เพื่ออัปเดตความรู้และเทคนิคใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง


